ทำไมต้องมีความรู้ทางการเงิน
มันไม่สำคัญว่า คุณหาเงินได้มากแค่ไหน มันขึ้นอยู่กับว่า
คุณเก็บเงินได้มากแค่ไหนต่างหาก
สิ่งที่โรเบิร์ตเป็นห่วง คือ คนส่วนใหญ่กำลังให้ความสำคัญกับเงินมากเกินไป โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับความรู้กับการศึกษา ซึ่งมีค่ามากกว่าเงินหลายเท่านัก
การรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เปิดใจรับ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆต่างหาก ที่จะทำให้เราร่ำรวยขึ้นไม่ว่าสิ่งต่างๆรอบตัวจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม ตรงข้ามกับคนที่คิดว่าเงินเเก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ชีวิตของคนพวกนี้มักไม่ราบรื่นนัก
ความรู้ คือ สิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาและทำให้เราร่ำรวยขึ้น การมีเงินแต่ไม่มีความรู้ ต่อให้มีมากแค่ไหน สุดท้ายมันก็หมดในไม่ช้า
คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยตระหนักว่า สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ไม่ใช่การหาเงินได้มากๆ แต่มันคือการรักษาเงินให้อยู่กับเราต่างหาก มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับสามล้อถูกหวย แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาใช้ชีวิตจนๆ เหมือนเดิม
คนรวยครอบครองทรัพย์สิน
ในขณะที่คนจนและคนชั้นกลาง #คุณต้องรู้ว่าอะไรคือทรัพย์สิน อะไรคือหนี้สิน
ครอบครองหนี้สิน โดยคิดว่า และจงซื้อทรัพย์สิน
มันคือทรัพย์สิน
ภาพแผนภูมิทางการเงินของ "ทรัพย์สิน" และ" หนี้สิน"

ทรัพย์สิน คือ สิ่งที่ทำให้เงินไหลเข้ากระเป๋า ส่วน หนี้สิน คือ สิ่งที่ทำให้เงินออกจากกระเป๋า
ทำไมคนรวยถึงรวยขึ้น
เราจะเห็นว่า ช่องทรัพย์สินของคนรวยสร้างรายได้มากพอจนครอบคลุมรายจ่ายได้ทั้งหมด และยังมีเหลือเพื่อนำไปสร้างทรัพย์สินเพิ่มได้อีกด้วย ยิ่งช่องทรัพย์สินของคนรวยเติบโตมากขึ้น รายได้ของพวกเขาก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขายิ่งรวยขึ้น และรวยขึ้นวงจร "สนามแข่งหนู"
มักเป็นปัญหาทางการเงินของคนชั้นกลาง พวกเขามีรายได้ทางเดียว คือ เงินเดือน เมื่อพวกเขาได้รับเงินเดือนสูงขึ้น พวกเขาก็ต้องเสียภาษีสูงขึ้น แถมยังมีรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นมา นี่คือวงจรที่เราเรียกกันว่า "สนามแข่งหนู"นิยามความมั่งคั่งสำหรับโรเบิร์ต คือ นิยามของ ดร. บัคมินสเตอร์ ฟูลเลอร์ บอกว่า
"ความมั่งคั่ง วัดจากจำนวนวันที่บุคคลสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องทำงาน
หรือเป็นคำถามง่ายๆ ได้ว่า ถ้าไม่ทำงาน คุณมีเงินพอใช้กี่วัน"
สมมุติผมมีกระเเสเงินสด(รายได้) มาจากช่องทรัพย์สินเดือนละ 10,000 บาท แต่มีรายจ่ายเดือนละ 20,000 บาท ความมั่งคั่งของผมตามหลักการของ ดร. ฟูลเลอร์ คือผมจะมีชีวิตอยู่ได้แค่ครึ่งเดือน
ตรงข้าม ถ้าผมมีรายได้จากทรัพย์สินเดือนละ 20,000 บาท และรายจ่ายยังคงเดิม ผมก็จะกลายเป็นคนมั่งคั่งในทันที สรุป รายรับจากช่องทรัพย์สินครอบคลุมรายจ่ายทั้งหมด สามารถอยู่ได้แม้ลาออกจากงานประจำ โดยไม่ต้องกังวลว่ารายจ่ายว่าจะพอใช้หรือไม่
เป้าหมายต่อไปของผมก็คือ การนำเงินที่เหลือส่วนที่เกินไปลงทุนในช่องทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งผมลงทุนมากเท่าไหร่ ช่องทรัพย์สินก็ยิ่งโตขึ้นเท่านั้น และรายได้ต่อเดือนของผมก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย คุณจะสังเกตเห็นว่าเงินมันกำลังทำงานหนักแทนผม ผมยังเลือกได้อีกว่าจะทำงานประจำอีกต่อไปหรือไม่
ทั้งนี้ ผมไม่ได้บอกว่า ให้คุณลาออกจากงานประจำและมาลงทุนในช่องทรัพย์สินในทันที เพราะ
"การทำในสิ่งที่เราไม่รู้ มันคือความเสี่ยง" สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความรู้


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น